ข่าวหุ้น - กระบอกเสียงอิสระแห่งตลาดทุน:: พรรคประชาธิปัตย์ที่น่าขบขัน
คอลัมน์ วันอังคารที่ 24 ธันวาคม 2556
ผู้เข้าชม : 4 คน
มันไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของสาธารณชนหรอกว่า พรรคประชาธิปัตย์จะบอยคอต ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง
นี่เป็นหนที่ 3 แล้วนะ ที่พรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศ ซึ่งสื่อต่างประเทศตั้งฉายาชื่อพรรคเป็นการตั้งชื่อผิดอย่างน่าขบขัน (Hilariously Misnamed) กระทำการบอยคอต
ครั้งแรก การเลือกตั้งทั่วไปปี 49 อันนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร
ครั้งที่สอง ปล่อยส.ส.ตัวเองลาออกจากพรรค 9 คนไปทำม็อบข้างถนน เพื่อจะได้อ้างว่าพรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แล้วก็ประกาศบอยคอตเลือกตั้งซ่อม เออ..มันตลกดีนะพรรคนี้อ๊ะ
ครั้งที่สาม ก็ย้อนยุคปี 49 มาในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ก.พ.อีก ทำให้บ้านเมืองโกลาหลวุ่นวาย เป็นพฤติกรรมสมคบคิดที่แจ้งชัดกับม็อบมวลมหาประชาชนของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เป็นที่น่าสังเกตว่า การบอยคอตเลือกตั้งของพรรคนี้แต่ละครั้ง นำไปสู่การย้อนยุคพัฒนาการของบ้านเมืองทุกครั้งไป
แล้วครั้งนี้ เหตุการณ์จะไปลงเอยในลักษณาการใดเล่า
คำแถลงบอยคอตอย่างเป็นทางการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังศอกกลับพรรคที่คิดจะส่งผู้สมัครเลือกตั้ง เท่ากับต่ออายุระบอบทักษิณซะด้วย
เรียกว่าไม่เอาพวกกันแล้ว ภายหลังจากล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการล็อบบี้พรรคการเมืองต่างๆ ให้ร่วมบอยคอต
ถ้าจะย้อนหลังไปเมื่อตอนรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาฯ และให้มีการจัดเลือกตั้ง 4 ก.ค. 2554 ก็ไม่เห็นนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ประกาศเป็นนโยบายหรือเรียกร้องเงื่อนไขการปฏิรูปการเมืองแต่อย่างใด
เวลาผ่านไปแค่ 2 ปี 5 เดือน ทำไมความจำทั้งนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพสั้นนัก และทำไมถึงจะมาคิดได้และเรียกร้องต้องการเอาแบบฉับพลันราวกับเด็กงอแงร้องขอ “ของเล่น” เช่นนี้
แย่ไปยิ่งกว่านั้น สิ่งที่นายอภิสิทธิ์-สุเทพ ทำก่อนเลือกตั้งก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจาก “เขตใหญ่เรียงเบอร์” ซึ่งเสียเปรียบคู่แข่ง ให้กลับมาเป็น “เขตเล็ก เบอร์เดียว” ซึ่งพรรคตนและพรรคร่วมมีโอกาสได้ชัยชนะมากกว่า
แต่ก็ยังแพ้!
รัฐธรรมนูญปี 2550 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ยังเอื้ออำนวยให้พรรคประชาธิปัตย์ยิ่งได้เปรียบพรรคคู่แข่งมากขึ้น
คราวเลือกตั้งใหญ่ปี 2551 ถึงกับเอาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์จากภาคใต้เช่นชุมพรมารวมกับโคราช เพื่อถัวฐานเสียงของพรรคพลังประชาชน
แต่ก็ยังไม่ชนะ!
ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะประกาศคำแถลงเหตุผลไม่ลงเลือกตั้งให้สวยหรูอย่างไร มันก็ดูออกได้ไม่ยากว่า เกิดจากความจำเป็นของผู้แพ้ซ้ำซากตลอดกาล
เพราะพรรคนี้ไม่เคยคิดจะปฏิรูปตัวเอง แพ้มาก็หาเหตุผลปลอบใจตัวเองว่า แพ้เพราะอำนาจเงิน ในขณะที่คู่แข่งเขาพัฒนาตัวเองจนเป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งเพราะนโยบาย ไม่ใช่เงินซื้อได้อย่างเดียว
ตอนเลือกตั้งปี 2554 จำไม่ได้หรือว่า พรรคใดเป็นรัฐบาลรักษาการและเป็นผู้คุมอำนาจรัฐ มันจะมีใครหน้าไหนหรือ จะมาใช้อิทธิพลหว่านเงินหว่านทองต่อหน้าผู้กุมอำนาจรัฐได้
มีแต่ข่าว ผู้กุมอำนาจรัฐ จ่ายเงินซื้อเสียงเป็น 2-3 รอบ แต่พอเข้าคูหาเลือกตั้ง ประชาชนก็ใช้วิจารณญาณอิสระ เลือกพรรคที่ตัวเองรักชอบ
ผมไม่ใช่แฟนคลับทักษิณ ยิ่งในทางส่วนตัวด้วยแล้ว ยิ่งไม่ชื่นชอบเข้าไปใหญ่
แต่ก็ช่วยไม่ได้เลย ที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่อยู่กับร่องกับรอยในจุดยืนทางประชาธิปไตย ทักษิณก็เลยเป็นฮีโร่ประชาธิปไตยไปโดยปริยาย
สรุปได้อย่างเดียว การบอยคอตเลือกตั้งมันเป็นดราม่าการเมือง ที่พรรคประชาธิปัตย์แยกกันเดิน รวมกันตีกับกปปส.ของสุเทพ เทือกสุบรรณ
คอลัมน์ วันอังคารที่ 24 ธันวาคม 2556
ผู้เข้าชม : 4 คน
มันไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของสาธารณชนหรอกว่า พรรคประชาธิปัตย์จะบอยคอต ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง
นี่เป็นหนที่ 3 แล้วนะ ที่พรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศ ซึ่งสื่อต่างประเทศตั้งฉายาชื่อพรรคเป็นการตั้งชื่อผิดอย่างน่าขบขัน (Hilariously Misnamed) กระทำการบอยคอต
ครั้งแรก การเลือกตั้งทั่วไปปี 49 อันนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร
ครั้งที่สอง ปล่อยส.ส.ตัวเองลาออกจากพรรค 9 คนไปทำม็อบข้างถนน เพื่อจะได้อ้างว่าพรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แล้วก็ประกาศบอยคอตเลือกตั้งซ่อม เออ..มันตลกดีนะพรรคนี้อ๊ะ
ครั้งที่สาม ก็ย้อนยุคปี 49 มาในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ก.พ.อีก ทำให้บ้านเมืองโกลาหลวุ่นวาย เป็นพฤติกรรมสมคบคิดที่แจ้งชัดกับม็อบมวลมหาประชาชนของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เป็นที่น่าสังเกตว่า การบอยคอตเลือกตั้งของพรรคนี้แต่ละครั้ง นำไปสู่การย้อนยุคพัฒนาการของบ้านเมืองทุกครั้งไป
แล้วครั้งนี้ เหตุการณ์จะไปลงเอยในลักษณาการใดเล่า
คำแถลงบอยคอตอย่างเป็นทางการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังศอกกลับพรรคที่คิดจะส่งผู้สมัครเลือกตั้ง เท่ากับต่ออายุระบอบทักษิณซะด้วย
เรียกว่าไม่เอาพวกกันแล้ว ภายหลังจากล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการล็อบบี้พรรคการเมืองต่างๆ ให้ร่วมบอยคอต
ถ้าจะย้อนหลังไปเมื่อตอนรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาฯ และให้มีการจัดเลือกตั้ง 4 ก.ค. 2554 ก็ไม่เห็นนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ประกาศเป็นนโยบายหรือเรียกร้องเงื่อนไขการปฏิรูปการเมืองแต่อย่างใด
เวลาผ่านไปแค่ 2 ปี 5 เดือน ทำไมความจำทั้งนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพสั้นนัก และทำไมถึงจะมาคิดได้และเรียกร้องต้องการเอาแบบฉับพลันราวกับเด็กงอแงร้องขอ “ของเล่น” เช่นนี้
แย่ไปยิ่งกว่านั้น สิ่งที่นายอภิสิทธิ์-สุเทพ ทำก่อนเลือกตั้งก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจาก “เขตใหญ่เรียงเบอร์” ซึ่งเสียเปรียบคู่แข่ง ให้กลับมาเป็น “เขตเล็ก เบอร์เดียว” ซึ่งพรรคตนและพรรคร่วมมีโอกาสได้ชัยชนะมากกว่า
แต่ก็ยังแพ้!
รัฐธรรมนูญปี 2550 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ยังเอื้ออำนวยให้พรรคประชาธิปัตย์ยิ่งได้เปรียบพรรคคู่แข่งมากขึ้น
คราวเลือกตั้งใหญ่ปี 2551 ถึงกับเอาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์จากภาคใต้เช่นชุมพรมารวมกับโคราช เพื่อถัวฐานเสียงของพรรคพลังประชาชน
แต่ก็ยังไม่ชนะ!
ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะประกาศคำแถลงเหตุผลไม่ลงเลือกตั้งให้สวยหรูอย่างไร มันก็ดูออกได้ไม่ยากว่า เกิดจากความจำเป็นของผู้แพ้ซ้ำซากตลอดกาล
เพราะพรรคนี้ไม่เคยคิดจะปฏิรูปตัวเอง แพ้มาก็หาเหตุผลปลอบใจตัวเองว่า แพ้เพราะอำนาจเงิน ในขณะที่คู่แข่งเขาพัฒนาตัวเองจนเป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งเพราะนโยบาย ไม่ใช่เงินซื้อได้อย่างเดียว
ตอนเลือกตั้งปี 2554 จำไม่ได้หรือว่า พรรคใดเป็นรัฐบาลรักษาการและเป็นผู้คุมอำนาจรัฐ มันจะมีใครหน้าไหนหรือ จะมาใช้อิทธิพลหว่านเงินหว่านทองต่อหน้าผู้กุมอำนาจรัฐได้
มีแต่ข่าว ผู้กุมอำนาจรัฐ จ่ายเงินซื้อเสียงเป็น 2-3 รอบ แต่พอเข้าคูหาเลือกตั้ง ประชาชนก็ใช้วิจารณญาณอิสระ เลือกพรรคที่ตัวเองรักชอบ
ผมไม่ใช่แฟนคลับทักษิณ ยิ่งในทางส่วนตัวด้วยแล้ว ยิ่งไม่ชื่นชอบเข้าไปใหญ่
แต่ก็ช่วยไม่ได้เลย ที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่อยู่กับร่องกับรอยในจุดยืนทางประชาธิปไตย ทักษิณก็เลยเป็นฮีโร่ประชาธิปไตยไปโดยปริยาย
สรุปได้อย่างเดียว การบอยคอตเลือกตั้งมันเป็นดราม่าการเมือง ที่พรรคประชาธิปัตย์แยกกันเดิน รวมกันตีกับกปปส.ของสุเทพ เทือกสุบรรณ
posted from Bloggeroid
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น