จดหมายถึงตุ๊ดยุคสงครามเย็น / Blogger / VoiceTV
ถึง ป้าอี๊ด เสรี วงษ์มณฑา (2492-ปัจจุบัน)
ไหนๆก็อายุ 64 แล้ว หนูขอเรียกว่า “ป้า” ตาม “ความเป็นไทย” ที่ป้าเองก็โหยหาและหลงใหลได้ปลื้ม ซึ่งมักจะนับญาติเทียมและเรียกสรรพนามบุคคลอื่นราวกับเครือญาติหรือสมาชิกในครอบครัว
ป้ารู้ไหม ป้าเป็น “อี๊ด” อีกคนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ในฐานะผู้ปลุกระดมมวลชนจนนำไปสู่ความเกลียดชังกันและพร้อมทำร้ายกันอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ “อี๊ด” วิมล เจียมเจริญ/ศิริไพบูลย์ (2480—ปัจจุบัน) ซึ่งเรารู้จักนางดีในนาปากกา “ทมยันตี” เป็นแกนนำสำคัญโจมตีขบวนการนักศึกษา จนได้มาเป็นเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกวุฒิสภา และผู้อำนวยการ ขสมก.
หนูติดตามป้ามาระดับหนึ่งแล้ว อดชื่นชมกับจิตวิญญาณของป้าไม่ได้ เพราะเข้มแข็งแรงกล้าต่ออุดมการณ์อย่างมากราวกับว่าทำจากวัสดุ premium กว่ามนุษย์มนา ไม่ว่าใครจะเตือนสติสตัง ชี้แนะเผยให้เห็นมุมมองที่แตกต่างหลากหลายอย่างไร ป้าก็พร้อมที่จะ ignore มากไปกว่านั้น ป้าไม่เพียงด่ากราดสาดเสียเทเสีย พร้อมกันกับสรรเสริญตัวป้าเองไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งมันก็เป็นคาแรคเตอร์ของป้าไปแล้วที่นอกจากจะด่าใครแล้วก็ยกตัวเองเหนือคนนั้นด้วย
หนูสังเกตว่าป้ามีนิสัยชอบชี้นำ ขัดเกลาสั่งสอนคนนั้นคนนี้ไปทั่ว พร้อมกันนั้นก็ต้องหอบวุฒิการศึกษามาห้อยไว้ด้วย ราวกับกลัวว่าคนไม่เชื่อถือสิ่งที่ตนเองพูด แต่ด้วยที่ป้ากอดวุฒิทางการศึกษาไว้แน่นขนาดนี้ หนูก็พลอยคาดหวังว่าจะได้เก็บเกี่ยวความรู้จากที่ป้าเล่าเรียนปริญญาโทปริญญาเอกถึงเมืองนอกเมืองนา จากการปราศรัยขึ้นเวทีของป้า คลิปตาม youtube หรือจาก facebook ทว่าสิ่งที่ได้กลับเป็นเรื่องของการด่าทอ เรียกจิกด่าคนนั้นคนนี้ว่า เจ้าเล่ห์ คนเลว ชั่วช้า โง่ เรียกนังนั้นนังนี่ ขี้ข้าบ้าง ลิ่วล้อบ้าง เป็นขี้ข้าตระกูลเลว ตระกูลชั่ว ทำระยำ ทำร้ายประเทศ ตรรกะคนพาลสันดานเลว สารพัด พร้อมอุปมาอุปไมย เปรียบเปรยราวกับเล่านิทานอีสป สร้างความเกลียดชังมากกว่าจะช่วยกันตรวจสอบรัฐบาล นักการเมืองและพรรคการเมือง หรือให้ความรู้ประชาชนจริงๆจังๆ
บางทีคำที่ป้าใช้ด่าต้องหันทำอภิธาน นิยาม ทำความเข้าใจความหมายของ คำว่า ดี,เลว,ชั่ว,ระยำ,โง่,ฉลาด, เจ้าเล่ห์ บ้างว่าหมายถึงอะไร เพราะล้วนแล้วแต่เป็น subjective ทั้งนั้น
แล้วความอยากจะตั้ง “สภาประชาชน” ที่ของกปปส.ที่ป้าไปขึ้นเวทีนั้น ก็คลุมเครือแล้วไม่ชัดเจนว่าหมายถึงใครหรืออะไร และจะสามารถเป็นตัวแทนของประชาชนได้ยังไง ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายจากจำนวนประชากรมหาศาลหลานล้านคน ที่ไม่ได้เข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้
ไม่ใช่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่นะ แต่หนูก็พอจะเดาป้าก็คงจะบอกว่ามันเป็นเสียงที่มีคุณภาพมากกว่าเสียงประชาชนเลือกตั้งทั้งประเทศอยู่ดี เหมือนที่ป้าเคยพูดว่าการมาเป็นรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์มาจากการเลือกตั้ง คัดสรรเชิงปริมาณ ไม่ใช่เชิงคุณภาพ ซึ่งหนูก็อยากรู้เหมือนกันว่าอะไรคือมาตรวัด “คุณภาพ” ของป้า การศึกษา รายได้ ยอดไลค์ยอดแชร์ อัตราความถี่ของการเป่านกหวีด หรือ ระดับความจงเกลียดจงชังพรรคเพื่อไทย?
แล้วป้ารู้หรือไม่ว่า สภาประชาชนที่พวกป้าของฝันใฝ่ มันไม่ได้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมเลยเพราะมันไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และพวกป้าเองก็ไม่ยอมเข้ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน และไอ้ที่พยายามอ้างความชอบธรรมว่า ต้องตั้งเพราะรัฐบาลและรัฐสภาไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ป้าก็น่าจะเข้าใจนะว่าการประกาศคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มันเป็นการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่มีฐานอำนาจตามรัฐธรรมนูญรองรับ
ยิ่งตะพึดตะพือจะเอาสภาประชาชนไป ก็เหมือนจะแถให้สีข้างถลอกก็เท่านั้น
หนูว่ายิ่งเคลื่อนไหวต่อไปหลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา ก็ยิ่งทำให้การเลือกตั้งล่าช้า เกิดสุญญากาศทางการเมือง ถ้ามีจุดประสงค์เพื่อขอ “นายกฯคนกลางพระราชทาน” มันก็เป็นอะไรที่ “ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ” มากๆเชียวนะ เพราะมันไม่เพียงละเมิดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแต่ยังไม่เป็นไปวิถีทางประชาธิปไตย นอกเสียจากว่าจะฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้งและไม่ได้ปกครองระบอบประชาธิปไตย
ยิ่งการเคลื่อนไหวยืดเยื้อนานเท่าใด ก็รังแต่จะบ่อนเซาะรัฐธรรมนูญ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยในไทยเรียวลง รังแต่จะโหมความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้นเท่านั้น ซึ่งไม่คุ้มเลยกับความพยายามขับไล่สายตระกูลชินวัตรออกจากสารบบการเมืองภาครัฐ อย่างที่ กปปส. ประกาศ
โดยสามัญสำนึก ประชาชนต้องการผู้แทนประชาชนในการบริหารประเทศ ที่สามารถตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ได้ ไม่ใช่ผู้ที่ชี้นำและยึดอำนาจปกครองโดยบอกว่าตนเองเป็นคนดี มีคุณภาพ ฉลาด เป็นสัพพัญญู แต่ไม่ได้มาจากเสียงประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมา ป้าทำราวกับว่ารัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองประชาธิปไตย เป็นขั้วตรงข้ามของความดีงาม ความฉลาด หนำซ้ำยังเรียกคนที่ไปสนับสนุนหรือเลือกพรรคที่ป้าไม่ชอบว่าขี้ข้า ลิ่วล้ออีก แทนที่จะปล่อยให้เป็นกลไกตามครรลอง
อันที่จริง ประเทศไทยก็ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาของสงครามเย็นอย่างที่ป้าเคยอยู่มาครึ่งค่อนชีวิตอีกต่อไป กำแพงเบอร์ลินก็ถูกทุบทำลายไปตั้งแต่พ.ศ. 2532 ซึ่งตอนนั้นป้าอายุ 40 ดังนั้นมันไม่มีความจำเป็นต้องสร้างความหวาดระแวงเกลียดชังคนที่คิดต่างขนาดนั้น
ที่หนูเขียนจดหมายมานี้ ก็เพื่อขอร้องป้าให้เลิกเที่ยวไปชี้ว่าใครเลวระยำ ใครชั่วช้า ใครโง่ ใครไร้คุณภาพ เพื่อสร้างความเป็นอื่น ความรังเกียจเดียดฉันท์ และไปลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนๆนั้น จนไปถึงจุดที่ฆ่าทิ้งก็ได้เพราะไม่ใช่คนเหมือนกัน อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 6 ตุลา 2519 (อย่างที่อี๊ดที่ 1 ได้เคยมีส่วนร่วมมาแล้ว) และคืนวันที่ 30 พฤศจิกายน ต่อด้วยเช้า 1 ธันวาคม 2556 หน้ารามฯ
ตุ๊ดยุคหลังสงครามเย็น
ปกป้อง
ปล. ป้ายิ่งพูดยิ่งพ่นยิ่งปลุกระดมไม่เป็นผลดีกับป้าเลย แต่ถึงกระนั้นการแสดงออกทางการเมืองก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมตามครรลองประชาธิปไตย ซึ่งถ้าป้าอยากแสดงออก ป้าก็น่าจะเป่านกหวีดพอนะ
ถึง ป้าอี๊ด เสรี วงษ์มณฑา (2492-ปัจจุบัน)
ไหนๆก็อายุ 64 แล้ว หนูขอเรียกว่า “ป้า” ตาม “ความเป็นไทย” ที่ป้าเองก็โหยหาและหลงใหลได้ปลื้ม ซึ่งมักจะนับญาติเทียมและเรียกสรรพนามบุคคลอื่นราวกับเครือญาติหรือสมาชิกในครอบครัว
ป้ารู้ไหม ป้าเป็น “อี๊ด” อีกคนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ในฐานะผู้ปลุกระดมมวลชนจนนำไปสู่ความเกลียดชังกันและพร้อมทำร้ายกันอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ “อี๊ด” วิมล เจียมเจริญ/ศิริไพบูลย์ (2480—ปัจจุบัน) ซึ่งเรารู้จักนางดีในนาปากกา “ทมยันตี” เป็นแกนนำสำคัญโจมตีขบวนการนักศึกษา จนได้มาเป็นเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกวุฒิสภา และผู้อำนวยการ ขสมก.
หนูติดตามป้ามาระดับหนึ่งแล้ว อดชื่นชมกับจิตวิญญาณของป้าไม่ได้ เพราะเข้มแข็งแรงกล้าต่ออุดมการณ์อย่างมากราวกับว่าทำจากวัสดุ premium กว่ามนุษย์มนา ไม่ว่าใครจะเตือนสติสตัง ชี้แนะเผยให้เห็นมุมมองที่แตกต่างหลากหลายอย่างไร ป้าก็พร้อมที่จะ ignore มากไปกว่านั้น ป้าไม่เพียงด่ากราดสาดเสียเทเสีย พร้อมกันกับสรรเสริญตัวป้าเองไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งมันก็เป็นคาแรคเตอร์ของป้าไปแล้วที่นอกจากจะด่าใครแล้วก็ยกตัวเองเหนือคนนั้นด้วย
หนูสังเกตว่าป้ามีนิสัยชอบชี้นำ ขัดเกลาสั่งสอนคนนั้นคนนี้ไปทั่ว พร้อมกันนั้นก็ต้องหอบวุฒิการศึกษามาห้อยไว้ด้วย ราวกับกลัวว่าคนไม่เชื่อถือสิ่งที่ตนเองพูด แต่ด้วยที่ป้ากอดวุฒิทางการศึกษาไว้แน่นขนาดนี้ หนูก็พลอยคาดหวังว่าจะได้เก็บเกี่ยวความรู้จากที่ป้าเล่าเรียนปริญญาโทปริญญาเอกถึงเมืองนอกเมืองนา จากการปราศรัยขึ้นเวทีของป้า คลิปตาม youtube หรือจาก facebook ทว่าสิ่งที่ได้กลับเป็นเรื่องของการด่าทอ เรียกจิกด่าคนนั้นคนนี้ว่า เจ้าเล่ห์ คนเลว ชั่วช้า โง่ เรียกนังนั้นนังนี่ ขี้ข้าบ้าง ลิ่วล้อบ้าง เป็นขี้ข้าตระกูลเลว ตระกูลชั่ว ทำระยำ ทำร้ายประเทศ ตรรกะคนพาลสันดานเลว สารพัด พร้อมอุปมาอุปไมย เปรียบเปรยราวกับเล่านิทานอีสป สร้างความเกลียดชังมากกว่าจะช่วยกันตรวจสอบรัฐบาล นักการเมืองและพรรคการเมือง หรือให้ความรู้ประชาชนจริงๆจังๆ
บางทีคำที่ป้าใช้ด่าต้องหันทำอภิธาน นิยาม ทำความเข้าใจความหมายของ คำว่า ดี,เลว,ชั่ว,ระยำ,โง่,ฉลาด, เจ้าเล่ห์ บ้างว่าหมายถึงอะไร เพราะล้วนแล้วแต่เป็น subjective ทั้งนั้น
แล้วความอยากจะตั้ง “สภาประชาชน” ที่ของกปปส.ที่ป้าไปขึ้นเวทีนั้น ก็คลุมเครือแล้วไม่ชัดเจนว่าหมายถึงใครหรืออะไร และจะสามารถเป็นตัวแทนของประชาชนได้ยังไง ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายจากจำนวนประชากรมหาศาลหลานล้านคน ที่ไม่ได้เข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้
ไม่ใช่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่นะ แต่หนูก็พอจะเดาป้าก็คงจะบอกว่ามันเป็นเสียงที่มีคุณภาพมากกว่าเสียงประชาชนเลือกตั้งทั้งประเทศอยู่ดี เหมือนที่ป้าเคยพูดว่าการมาเป็นรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์มาจากการเลือกตั้ง คัดสรรเชิงปริมาณ ไม่ใช่เชิงคุณภาพ ซึ่งหนูก็อยากรู้เหมือนกันว่าอะไรคือมาตรวัด “คุณภาพ” ของป้า การศึกษา รายได้ ยอดไลค์ยอดแชร์ อัตราความถี่ของการเป่านกหวีด หรือ ระดับความจงเกลียดจงชังพรรคเพื่อไทย?
แล้วป้ารู้หรือไม่ว่า สภาประชาชนที่พวกป้าของฝันใฝ่ มันไม่ได้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมเลยเพราะมันไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และพวกป้าเองก็ไม่ยอมเข้ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน และไอ้ที่พยายามอ้างความชอบธรรมว่า ต้องตั้งเพราะรัฐบาลและรัฐสภาไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ป้าก็น่าจะเข้าใจนะว่าการประกาศคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มันเป็นการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่มีฐานอำนาจตามรัฐธรรมนูญรองรับ
ยิ่งตะพึดตะพือจะเอาสภาประชาชนไป ก็เหมือนจะแถให้สีข้างถลอกก็เท่านั้น
หนูว่ายิ่งเคลื่อนไหวต่อไปหลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา ก็ยิ่งทำให้การเลือกตั้งล่าช้า เกิดสุญญากาศทางการเมือง ถ้ามีจุดประสงค์เพื่อขอ “นายกฯคนกลางพระราชทาน” มันก็เป็นอะไรที่ “ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ” มากๆเชียวนะ เพราะมันไม่เพียงละเมิดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแต่ยังไม่เป็นไปวิถีทางประชาธิปไตย นอกเสียจากว่าจะฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้งและไม่ได้ปกครองระบอบประชาธิปไตย
ยิ่งการเคลื่อนไหวยืดเยื้อนานเท่าใด ก็รังแต่จะบ่อนเซาะรัฐธรรมนูญ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยในไทยเรียวลง รังแต่จะโหมความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้นเท่านั้น ซึ่งไม่คุ้มเลยกับความพยายามขับไล่สายตระกูลชินวัตรออกจากสารบบการเมืองภาครัฐ อย่างที่ กปปส. ประกาศ
โดยสามัญสำนึก ประชาชนต้องการผู้แทนประชาชนในการบริหารประเทศ ที่สามารถตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ได้ ไม่ใช่ผู้ที่ชี้นำและยึดอำนาจปกครองโดยบอกว่าตนเองเป็นคนดี มีคุณภาพ ฉลาด เป็นสัพพัญญู แต่ไม่ได้มาจากเสียงประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมา ป้าทำราวกับว่ารัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองประชาธิปไตย เป็นขั้วตรงข้ามของความดีงาม ความฉลาด หนำซ้ำยังเรียกคนที่ไปสนับสนุนหรือเลือกพรรคที่ป้าไม่ชอบว่าขี้ข้า ลิ่วล้ออีก แทนที่จะปล่อยให้เป็นกลไกตามครรลอง
อันที่จริง ประเทศไทยก็ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาของสงครามเย็นอย่างที่ป้าเคยอยู่มาครึ่งค่อนชีวิตอีกต่อไป กำแพงเบอร์ลินก็ถูกทุบทำลายไปตั้งแต่พ.ศ. 2532 ซึ่งตอนนั้นป้าอายุ 40 ดังนั้นมันไม่มีความจำเป็นต้องสร้างความหวาดระแวงเกลียดชังคนที่คิดต่างขนาดนั้น
ที่หนูเขียนจดหมายมานี้ ก็เพื่อขอร้องป้าให้เลิกเที่ยวไปชี้ว่าใครเลวระยำ ใครชั่วช้า ใครโง่ ใครไร้คุณภาพ เพื่อสร้างความเป็นอื่น ความรังเกียจเดียดฉันท์ และไปลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนๆนั้น จนไปถึงจุดที่ฆ่าทิ้งก็ได้เพราะไม่ใช่คนเหมือนกัน อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 6 ตุลา 2519 (อย่างที่อี๊ดที่ 1 ได้เคยมีส่วนร่วมมาแล้ว) และคืนวันที่ 30 พฤศจิกายน ต่อด้วยเช้า 1 ธันวาคม 2556 หน้ารามฯ
ตุ๊ดยุคหลังสงครามเย็น
ปกป้อง
ปล. ป้ายิ่งพูดยิ่งพ่นยิ่งปลุกระดมไม่เป็นผลดีกับป้าเลย แต่ถึงกระนั้นการแสดงออกทางการเมืองก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมตามครรลองประชาธิปไตย ซึ่งถ้าป้าอยากแสดงออก ป้าก็น่าจะเป่านกหวีดพอนะ
posted from Bloggeroid
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น